LET ME IN แวมไพร์ร้ายเดียงสา

LET ME IN แวมไพร์ร้ายเดียงสา

จัดจำหน่ายโดย  บริษัท เอ็ม พิคเจอร์ส จำกัด 
ชื่อภาษาไทย  แวมไพร์...ร้ายเดียงสา
ภาพยนตร์แนว  โรแมนติก แวมไพร์
จากประเทศ  สหรัฐอเมริกา
กำหนดฉาย  25 พฤศจิกายน 2553
ณ โรงภาพยนตร์  ทุกโรงภาพยนตร์
นักแสดง Chloe Grace Moretz (Kick Ass, (500) Days of Summer), Kodi Smit McPhee (The Road)
ผู้กำกับ   Matt Reeves (Cloverfield, 28 Weeks Later)

ตัวอย่างหนังLET ME IN แวมไพร์ร้ายเดียงสา



จุดเด่น 
 
- ภาพยนตร์ที่ดัดแปลงมาจากภาพยนตร์แวมไพร์ขวัญใจของคนทั่วโลกจากสวีเดนเรื่อง Let The Right One In ของ โทมัส อัลเฟรดสัน ได้รับการยกย่องว่าเป็น The Best Vampire Movie Ever ด้วยเนื้อหาไอเดียแวมไพร์ในมุมมองสดใหม่ นำเสนอเรื่องราวได้เร้าใจ ซึ่งกวาดรางวัลมาแล้วทั่วโลกกว่า 60 รางวัล ไม่ว่าจะเป็น Best Foreign Film, Best Director และได้รับคำยกย่องจากนักวิจารณ์ทั้งในอเมริกาและยุโรป
- พร้อมด้วยนักแสดงดาวรุ่งวัยทีนที่น่าจับตามองที่สุดของฮอลลีวู้ด Chloe Grace Moretz จาก Kick Ass, (500) Days of Summer และ Kodi Smit McPhee จาก The Road กำกับภาพยนตร์โดย Matt Reeves ผู้กำกับภาพยนตร์ฝีมือเยี่ยมจาก Cloverfield และ 28 Weeks Later


เรื่องย่อ

เรื่องราวของ โอเว่น เด็กชายวัย 12 ปี ผู้โดดเดี่ยวจากครอบครัวที่แตกแยก ซ้ำร้ายเขายังโดนเพื่อนกลั่นแกล้งอยู่เสมอ และแล้ววันหนึ่งดวงชะตาพาให้เขาพบกับ แอ๊บบี้ เด็กสาวหน้าตาน่ารักที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ข้างบ้าน เธอมักจะออกมาจากห้องเฉพาะเวลากลางคืนและด้วยเท้าเปล่า ที่กลายมาเป็นเพื่อนรักเพียงคนเดียวของเขา แต่ความรักใสๆ ของเขากลับไม่ธรรมดา เมื่อเด็กสาวคนนั้นเป็น “แวมไพร์” ผู้แสนเลือดเย็น ความสัมพันธ์อันแปลกประหลาดนี้ชักพาทั้งคู่เข้าสู่ชะตากรรมที่ผูกพันทั้งสองไปตลอดกาล


LET ME IN

เบื้องหลังงานสร้าง

เรื่องย่อ

 โคลอี เกรซ โมเรตซ์ (ฮิตเกิร์ล ใน Kick-Ass) รับบท แอ็บบี เด็กสาวลึกลับวัย 12 ปี ซึ่งย้ายมาอยู่ข้างๆ ห้องของ โอเวน (โคดี สมิต-แม็คฟี จาก The Road) เด็กหนุ่มที่ถูกแกล้งในโรงเรียนเป็นประจำจนมีปัญหาการเข้าสังคม ด้วยความเหงา เขาจึงผูกสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านคนใหม่ และเริ่มสังเกตเห็นว่าแอ็บบีไม่เหมือนใครๆ ที่เคยรู้จัก ในขณะที่ฆาตกรรมต่อเนื่องกำลังคุกคามเมืองนิวเม็กซิโกอันหนาวเหน็บ โอเวนก็ต้องเผชิญความจริงที่ว่า สาวน้อยที่เหมือนไร้เดียงสาแท้ที่จริงคือแวมไพร์กระหายเลือด

ทริลเลอร์สยองขวัญกระตุ้นทุกความกลัว Let Me In เขียนบทและกำกับโดย แมตต์ รีฟส์ (Cloverfield) อ้างอิงจากนวนิยายขายดีของสวีเดน Låt den Rätte Komma In (หรือ Let The Right One In) ที่เขียนโดย ยอห์น อายวิด ลิงด์ควีสต์ รวมถึงหนังดัดแปลงที่ใช้ชื่อเดียวกันกับนวนิยายต้นฉบับซึ่งเป็นที่กล่าวขานถึงอย่างมาก ดนตรีประกอบโดยนักประพันธ์ผู้คว้ามาแล้วทั้งรางวัลแกรมมี่ เอ็มมี่ และออสการ์ คือ ไมเคิล จักกีโน (จาก Up และซีรี่ส์ “Lost”) นอกจากนี้ Let Me In ยังเป็นการหวนคืนอีกครั้งของตำนานความสยองฉบับเกาะอังกฤษอย่าง Hammer Films และนี่จะเป็นงานสร้างเรื่องแรกของสตูดิโอนี้หลังจากห่างหายไปกว่า 30 ปี

  Let Me In นำแสดงโดย โคลอี เกรซ โมเรตซ์ (จาก Kick-Ass), โคดี สมิต-แม็คฟี (จาก The Road), นักแสดงผู้เข้าชิงออสการ์ ริชาร์ด เจนกินส์ (จาก The Visitor), เอไลอัส โกตีส (จาก Shutter Island) และ คารา บูโอโน (จากซีรี่ส์ “The Sopranos”) คุมงานสร้างโดย ไซมอน โอคส์ (จาก Wake Wood), อเล็กซ์ บรันเนอร์ (จาก The Resident), กาย อีสต์ (จาก Terminator 3: Rise of the Machines), โทบิน อาร์มเบิสต์ (จาก The Resident), ดอนนา จิลยอตติ (จาก The Reader), จอห์น นอร์ดลิง (จาก Let the Right One In) และ คาร์ล โมลินเดอร์ (จาก Let the Right One In) ผู้อำนวยการสร้าง ได้แก่ ไนเจิล ซินแคลร์ (จาก Terminator 3: Rise of the Machines), จอห์น ท้าก (จาก The Imaginarium of Dr. Parnassus), ฟิลิป เอลเวย์ (จาก Dear John) และ เฟรดริก มัลม์เบิร์ก (จาก Mutant Chronicles) ร่วมคุมงานสร้างโดย วิกกี ดี ร็อก (จาก My One and Only) ผู้กำกับภาพ ได้แก่ เกร็ก เฟรเซอร์ (จาก Bright Star) ออกแบบงานสร้างโดย ฟอร์ด วีลเลอร์ (จาก After.Life) ออกแบบเครื่องแต่งกายโดย เมลิสซา บรูนนิง (จาก Love Ranch) ดนตรีต้นฉบับโดย ไมเคิล จักกีโน (จาก Star Trek)

เกี่ยวกับงานสร้าง

แม้จะอยู่ในยุคที่วัฒนธรรมป๊อปเกลื่อนกลาดไปด้วยอมตชนกระหายเลือด Let Me In ก็ยังโดดเด่นด้วยความแตกต่างจากหนังแวมไพร์อื่นๆ นอกจากจะบอกเล่าเรื่องราวของการก้าวพ้นความไร้เดียงสาอย่างคมคาย รวมทั้งเป็นหนังสยองขวัญที่น่ากลัวจับใจ มันยังถ่ายทอดความยากและบ่อยครั้งต้องเจ็บปวดในระหว่างเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น

“หนังที่ดังมากๆ ทุกวันนี้ แต่ละเรื่องจะหยิบตำนานแวมไพร์มาใช้แตกต่างกันไป” ผู้กำกับและเขียนบท แมตต์ รีฟส์ ตั้งข้อสังเกต “บ่อยครั้งที่ใช้ตำนานเพื่อสำรวจธรรมชาติเกี่ยวกับเพศของผู้คน ในขณะที่เรื่องนี้ก็นำตำนานมาใช้เหมือนกัน แต่เพื่อสำรวจอย่างอื่นที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง”

Let Me In อ้างอิงกับนวนิยายขายดีของนักเขียนสวีเดน ยอห์น อายวิด ลิงด์ควีสต์ เรื่อง Låt den Rätte Komma In (หรือ Let the Right One In) และหนังสวีเดนในชื่อเดียวกันกับต้นฉบับซึ่งเป็นที่ชื่นชนยกย่องอย่างสูง รวมถึงได้รับรางวัล Founders Award สาขา Best Narrative Feature จากงาน Tribeca Film Festival ประจำปี 2008 โดยความสำเร็จท่วมท้นครั้งนั้นดึงดูดความสนใจของทั้ง Hammer Films และ Overture Films

ไซมอน โอคส์ รองประธาน Exclusive Media Group รวมถึงรั้งตำแหน่งประธานและผู้บริหาร Hammer Films กล่าวว่าทางบริษัทสนใจหนังต้นฉบับซึ่งเป็นเรื่องของแวมไพร์ที่แปลกไม่ซ้ำใครในทันที นวนิยายจากปลายปากกาของลิงด์ควีสต์เข้ามาอยู่ในสายตาของ Hammer ครั้งแรกเมื่อปี 2007 จากนั้นจึงตามมาด้วยหนังสวีเดนที่สร้างขึ้นจากนวนิยาย “เราตามติดมันมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว” โอคส์เล่า “เรื่องราวสมควรได้รับการเผยแพร่ต่อกลุ่มผู้ชมที่กว้างขึ้น ถึงแม้ว่าต้องขับเคี่ยวแย่งชิงอย่างยากลำบากกว่าจะได้มันมา แต่เราก็ใช้วิธีพัฒนาความสัมพันธ์กับทีมผู้คุมงานสร้าง ผลสุดท้าย เราเลยรักษาลิขสิทธิ์ไว้ได้” 

ไม่นานหลังจากความสำเร็จของทริลเลอร์สุดฮิตแห่งปี 2008 อย่าง Cloverfield รีฟส์ก็ได้รับการทาบทามจาก Overture ให้ดัดแปลงนวนิยายต้นฉบับเป็นบทหนังภาษาอังกฤษโดยเปลี่ยนสถานที่เป็นสหรัฐอเมริกา เขารู้สึกจับใจแบบฉับพลันทันทีเช่นกัน ด้วยเรื่องราวย้ำเตือนให้นึกถึงชีวิตในวัยเด็ก “จับใจผมมากจริงๆ ลิงด์ควีสต์ และ โทมัส อัลเฟรดสัน ผู้กำกับเวอร์ชั่นหนังสวีเดน ร่วมกันสร้างสรรค์สัญลักษณ์เชิงเปรียบอันทรงพลังเพื่อสื่อถึงความสับสนอลหม่านในช่วงวัยรุ่น”
กระทั่งลิขสิทธิ์มาอยู่ในมือของ Hammer รีฟส์ก็ยิ่งอยากเข้าร่วมในโปรเจกต์ “ผมว่าต้องน่าตื่นเต้นมากทีเดียว ถ้าเรามีหนังแนวนี้แบบที่สร้างขึ้นโดย Hammer อุทิศประสบการณ์ที่ผ่านมาทั้งหมดให้มัน” เขาเผย “ผมรู้แค่ว่าต้องหาทางเชื่อมต่อกับหนังเรื่องนี้ให้ได้ คนที่ Overture เองก็ชอบโปรเจกต์นี้มากและอยากทำกันทุกคน ที่สุดแล้วเลยลงเอยว่าจะร่วมกันสร้างกับ Hammer”

ความกระตือรือร้นของรีฟส์ทำให้เขาเป็นตัวเลือกสำหรับงานนี้ที่โดดเด่นกว่าคนอื่นๆ ดังที่โอคส์กล่าวว่า “แมตต์ทั้งอ่านนิยายทั้งดูหนังต้นฉบับมาแล้ว และมั่นใจว่าจะหาวิธีทำออกมาให้เป็นหนังของตัวเองได้แน่ๆ เขาผูกพันลึกซึ้งกับเรื่องราว นั่นแหละที่มีค่าเหนือกว่าทุกอย่าง ที่สำคัญ เขาตั้งใจจะซื่อสัตย์ต่อจิตวิญญาณของลิงด์ควีสต์ไปพร้อมๆ กับขยายเรื่องราวด้วยกลวิธีต่างๆ ที่จะเผยให้เห็นวิสัยทัศน์ของเขา”

หลังจากอ่านนวนิยายต้นฉบับ รีฟส์เขียนไปหาผู้เขียน คือ ลิงด์ควีสต์ “ผมบอกเขาว่าผมติดใจเรื่องราว แต่ไม่ใช่เพราะมันเป็นหนังแนวครองใจมหาชน ซึ่งจริงๆ แล้วมันเป็น” ผู้กำกับเล่าต่อ “นวนิยายรัดรึงตรึงใจผมเพราะย้ำเตือนให้นึกถึงชีวิตสมัยเป็นเด็กเสียเหลือเกิน”
รีฟส์ประหลาดใจมากที่รู้ว่าลิงด์ควีสต์เองก็คุ้นเคยกับผลงานของเขาด้วยเช่นกัน “เขาเคยดู Cloverfield เขาบอกมันทำให้เขาอึ้งกับจุดพลิกผันใหม่ๆ ในเรื่องเล่าแบบเก่าๆ และนั่นแหละคือสิ่งที่เขาพยายามทำใน Let The Right One In พอได้รู้ความตั้งใจที่จะทำมันออกมาเป็นฉบับอเมริกัน เขาตื่นเต้นมากจริงๆ”
“ยิ่งพอรู้ว่าเรื่องราวมีปฏิกิริยาโต้ตอบกับเรื่องส่วนตัวของผมอย่างแรงกล้า เขาบอกเขาตื่นเต้นมากกว่าเดิมอีก เพราะอันที่จริง เรื่องนี้ก็หยิบมาจากเรื่องราวตอนที่เขายังเป็นเด็กเหมือนกัน” รีฟส์เล่าต่อ “ทั้งที่เป็นเรื่องส่วนตัวของเขาอย่างยิ่ง แต่ผมเข้าถึงอย่างสมบูรณ์ ผมรู้ว่าต้องมีสักวิธีที่จะนำแก่นแท้ของเรื่องมาดัดแปลงลงในภูมิประเทศแบบอเมริกันที่ผมรู้จักสมัยรุ่นๆ”

Let the Right One In มีฐานแฟนในระดับนานาชาติคลั่งไคล้เหนียวแน่นอยู่แล้ว ในขณะที่รีฟส์ก็แสดงความเคารพต่อต้นฉบับไม่น้อย ถึงแม้ Let Me In จะเปลี่ยนถ่ายเหตุการณ์ทั้งหมดมาไว้ในเมืองเล็กๆ ในเขตหุบเขาของนิวเม็กซิโก แต่ยังคงซื่อตรงต่อการกระทำต่างๆ ที่มีอยู่ในนวนิยายและหนังต้นฉบับ “ครั้งหนึ่ง มีคนเสนอว่าจะขยับอายุของเด็กๆ ขึ้นมาอีกหน่อยไหม จะได้ไม่ขัดใจผู้ชมอเมริกัน” รีฟส์เล่า “แต่นั่นจะทำให้เรื่องราวเสียหาย เพราะช่วงชีวิตถูกกำหนดเฉพาะเจาะจงมาแล้ว ว่าด้วยชีวิตยากๆ ของเด็กชายวัย 12 คนหนึ่งที่ถูกรังแกแบบไม่ปรานีและไม่มีเพื่อนเลยสักคน กล่าวถึงความไร้เดียงสาและการค้นพบว่าแสงสว่างกับความมืดนั้นเป็นของคู่กัน”

รีฟส์เล่าต่อ “ผมกังวลมากในการเปลี่ยนถ่ายเรื่องราวจากสวีเดนทศวรรษที่ 1980 มาเป็นทศวรรษที่ 1980 ของอเมริกา ซึ่งเรแกนเรืองอำนาจ สงครามเย็นยังดุเดือด เป็นช่วงที่เรแกนกล่าวสุนทรพจน์ ‘จักรวรรดิปิศาจ’ ท่านประธานาธิบดีบอกคนทั้งประเทศว่าปิศาจคืออะไรก็ตามที่มีชีวิตอยู่คนละฝ่ายกับเรา ‘โซเวียตคือปิศาจ แต่เราชาวอเมริกัน โดยพื้นฐานแล้วเป็นคนดี’ ถึงตรงนี้ผมฉุกคิดทันทีว่าถ้าเด็กอายุ 12 อย่างโอเวน ซึ่งเก็บกดความรู้สึกด้านลบไว้ข้างในมากมาย ต้องเติบโตในบริบทสังคมแบบนี้จะเป็นยังไง ชีวิตคงสับสนน่าดูเลย”

ถึงแม้ทีมผู้สร้างจะยอมรับองค์ประกอบเหนือธรรมชาติในเรื่อง แต่ก็ยืนกรานว่าจะต้องถ่ายทอดอารมณ์ให้เป็นธรรมชาติสมจริงที่สุดเท่าที่จะทำได้ “ผมว่าการทำหนังแนวนี้จะตื่นเต้นที่สุดก็ตรงที่สามารถแทรกไอเดียสำคัญๆ เข้าไปใต้ฉากหน้าอย่างแนบเนียน” รีฟส์เผย “และนั่นแหละคือสิ่งที่ก่อให้เกิดความแตกต่าง มันไม่ใช่หนังแวมไพร์แฟนตาซีทั่วๆ ไป แต่เป็นหนังที่หวังว่าคนดูจะเข้าถึงอย่างแท้จริง”

วิกกี ดี ร็อก ผู้ร่วมคุมงานสร้าง เชื่อว่าการสะท้อนอารมณ์ใน Let Me In คือการเข้าถึงองค์ประกอบและตัวละครแบบเหนือธรรมดาของรีฟส์ “หนังวิพากษ์วิจารณ์ความเป็นมนุษย์” เธอบอก “ผิดพลาดอย่างมากถ้าหากคิดว่านี่เป็นแค่หนังแวมไพร์ เพราะอันที่จริง มันเผยให้เห็นว่าธาตุแท้ของความรู้สึกแปลกแยกเป็นยังไง และเท่าไหร่ที่เราเต็มใจเสียเพื่อให้ตัวเองกลายเป็นที่รัก”

สำหรับ ไซมอน โอคส์ มองว่างานสร้างครั้งนี้นำพา Hammer Films กลับมายืนที่เดิม คือกลับมาเสาะแสวงหาวิธีเข้าถึงหนังกระแสแบบใหม่ๆ อีกครั้ง “ในมุมหนึ่ง เราเคยเป็นผู้เพิ่มระดับความคาดหวังให้หนังแวมไพร์” เขาเล่า “ท่ามกลางหนังแดรกคูล่าทั้งหลายในช่วงปลายทศวรรษที่ 1950 Hammer ปรับภาพลักษณ์แวมไพร์ที่แสดงโดย คริสโตเฟอร์ ลี ให้กลายเป็นตัวละครที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก ผมว่าเรานี่แหละเป็นคนปูทางไปสู่ตำนานแวมไพร์ ซึ่งยังมั่นคงผ่านเวลามาหลายทศวรรษ”

ตามหาสิ่งที่ใช่

 ในส่วนของการสะท้อนอารมณ์ซึ่งตกเป็นบทหนักที่ตัวเอกวัยก่อนรุ่นทั้งสองจะต้องแบกไว้บนบ่าน้อยๆ ทีมผู้สร้างตระหนักดีว่าส่วนผสมทางเคมีอันลงตัวระหว่างแอ็บบีและโอเวนเป็นสิ่งสำคัญมาก นอกจากนี้ การหานักแสดงให้ได้อายุเหมาะสมและฝีมือไม่เป็นรองต้นฉบับ  ยังนับว่าท้าทายอย่างยิ่ง

 “ในหนังสวีเดนต้นฉบับ เด็กทั้งสองแสดงได้วิเศษมาก ความสัมพันธ์ของพวกเขาทรงพลังจริงๆ” รีฟส์ เล่า “ผมรู้ว่าถ้าหาเด็กที่ความสามารถทัดเทียมกันไม่ได้ก็
ไม่ควรสร้างหนังเรื่องนี้ แต่อีกหลายๆ มุม มันก็เป็นเรื่องราวของผู้ใหญ่ ความซับซ้อนทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ของทั้งสองดูเกินวัยมากๆ”  

 เอวี คัฟแมน หัวหน้าฝ่ายคัดเลือกนักแสดง เคยพบนักแสดงเด็กที่ไม่ธรรมดามาแล้วมากมายจากการทำงานในหนังที่ผ่านๆ มา อย่างเช่น เฮลีย์ โจล ออสเมนต์ ใน The Sixth Sense, แม็กซ์ โปเมอแรงค์ ใน Searching for Bobby Fischer และ อดัม ฮาห์น-เบิร์ด ใน Little Man Tate “การคัดเลือกนักแสดงเด็กและผู้ใหญ่จะว่าต่างกันก็ไม่ใช่ ไม่ต่างก็ไม่เชิง” เธอเล่า “เพราะเรากำลังตามหาบางอย่างที่ถูกเจาะจงมาแล้ว แต่ดันมีอยู่หลายเส้นทางที่จะไปให้ถึงตรงนั้นได้ ทว่าหนังเรื่องนี้ แมตต์ทำให้ทุกอย่างง่ายดาย เพราะเขารู้ชัดว่ากำลังตามหาอะไร”
 
 การเฟ้นหานักแสดงหลักๆ ดำเนินไปในสามทวีป กล่าวคือ ทีมผู้สร้างไปพบปะนักแสดงเด็กมากมายทั้งในนิวยอร์ก ลอสแองเจลิส ลอนดอน ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ โดยใช้เวลาทั้งสิ้นกว่า 8 เดือน

 รีฟส์รู้ว่าไม่ง่ายนักที่จะพบเด็กสักคนที่รับมือกับอารมณ์ในการแสดงบทโอเวนได้ “สุดท้ายพอรู้ว่าแอ็บบีเป็นใคร เขาจะขวัญผวาถึงที่สุด” เขาสังเกต “จะกลับหลังก็ไม่ได้ จะเดินต่อไปก็ไปไม่เป็น ต้องเป็นเด็ก 12 ประเภทไหนล่ะถึงจะแสดงบทนี้ได้?”

 กระทั่งเด็กวัย 13 โคดี สมิต-แม็คฟี เข้ามาทดสอบบท ผู้กำกับก็รู้ทันทีว่าพบนักแสดงที่ใช่แล้ว “โคดีเดินเข้ามาและอ่านบทในมือ” รีฟส์ บอก “เขาแสดงได้สมจริงและสมบูรณ์อย่างยิ่ง ผมเชื่อว่าพบคนที่ตามหาแล้วตั้งแต่ก่อนที่เขาจะอ่านบทจบเสียอีก และยังเป็นครั้งแรกที่ผมเชื่อมั่นว่าเราสามารถสร้างและควรสร้างหนังเรื่องนี้ได้แล้ว เขาน่าทึ่งมาก”

 “แมตต์กับฉันต่างรู้สึกว่าโคดีคือคนที่ตามหาทันทีที่ได้เจอ” คัฟแมน เผย “เห็นแล้วเชื่อได้เลยว่าเขาคือเด็กที่จะต้องถูกแกล้ง แต่อันที่จริง เขาเป็นเด็กน่ารักมาก จิตใจดี และช่างคิด”

 สมิต-แม็คฟี ทำงานในแวดวงจอเงินและจอแก้วมาแล้ว 5 ปีทั้งในฝั่งสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลียบ้านเกิด ด้วยความที่เกิดในครอบครัวนักแสดง เขาจึงเชี่ยวชาญในการประเมินความคิดของผู้ร่วมงาน “แมตต์เป็นผู้กำกับที่สุดยอดมาก” เขาบอก “เขาชอบทดลองเล่นกับบท และอยากให้นักแสดงเข้าไปสำรวจ”

 นักแสดงหนุ่มน้อยสามารถหยิบประสบการณ์จากบทบาทที่เพิ่งผ่านพ้นไปในดราม่าหลังวันสิ้นโลกเรื่อง The Road มาปรับใช้กับบทบาทใหม่ “โอเวนถูกบังคับให้ต้องเหงาและโดดเดี่ยว เหมือนตัวละครที่ผมแสดงใน The Road มากทีเดียว” สมิต-แม็คฟี เล่า “เขาเป็นลูกชายที่มีแต่แม่ มีชีวิตหนักๆ ไปโรงเรียนก็ถูกแกล้ง แม่เป็นห่วงมาก แต่วันๆ ก็เอาแต่ดื่ม”

 สมิต-แม็คฟี ได้คำแนะนำดีๆ จากมืออาชีพที่บ้าน “ส่วนใหญ่ผมจะซ้อมบทกับพ่อ” เขาบอก “พ่อเป็นนักแสดงมา 20 ปีแล้ว พ่อเคยสอนว่าในฉากธรรมดาเรียบๆ ง่ายๆ ก็แค่แสดงแล้วจบๆ ไป แต่ในฉากเครียดๆ หนักๆ เราจะต้องอยู่กับตัวละครตลอดทั้งวัน ปล่อยปละละเลยไม่ได้เลย นี่เป็นหนังที่เต็มไปด้วยอารมณ์กับความรู้สึกจริงๆ โดยเฉพาะกับบทโอเวน มีทั้งหลายๆ วันที่ผมสนุกมาก และอีกหลายๆ วันที่หนักหนาสาหัสมาก”

 โอเวนอุดมไปด้วยแง่มุมที่น่าสำรวจตรวจค้น สมิต-แม็คฟี บอกอย่างนั้น พฤติกรรมแปลกประหลาดอย่างหนึ่งของตัวละครคือลุ่มหลงฆาตกรต่อเนื่อง “ค่อนข้างน่ากลัวเล็กน้อย เขาก็เลยต้องปิดปากเงียบ เก็บไว้กับตัวเอง” เขาเผย “แต่เพราะนั่น รวมถึงการแต่งตัวและการแสดงออก ล้วนแต่ทำให้เขากลายเป็นตัวประหลาดจนถูกแกล้งอยู่เรื่อยๆ ตอนที่เด็กสาวคนใหม่ย้ายมาอยู่ห้องข้างๆ เขาคิดว่าเธอดูประหลาดจัง ส่วนเขาเองก็อยากมีใครสักคนไว้พูดคุยด้วย ต่อมาทั้งสองกลายเป็นเพื่อสนิทกัน ถึงได้รู้ว่าเธอคือแวมไพร์”

 แอ็บบีรู้ว่าโอเวนถูกเด็กผู้ชายสามคนที่โรงเรียนรุมแกล้งไม่ยั้ง เมื่อไม่มีผู้ใหญ่คนใดในชีวิตก้าวไปปกป้อง เธอจึงกระทุ้งให้เขาสู้กลับบ้าง “พวกเขาทำโอเวนเจ็บแสบมาก” สมิต-แม็คฟี บอก “ถึงขนาดพยายามผลักให้จมลงไปในรูบนทะเลสาบที่เย็นจนเป็นน้ำแข็ง เธอบอกว่าถ้าไม่สู้ ก็จะโดนอย่างนี้ตลอดไป ที่สุดแล้ว ตอนที่ลุกขึ้นสู้นี่แหละคือฉากที่น่าทึ่งฉากหนึ่ง”

 สมิต-แม็คฟี เชื่อว่าดุลยภาพระหว่างความสยองขวัญกับเรื่องราวที่เปี่ยมไปด้วยความหวังจะดึงดูดผู้ชมได้อย่างกว้างขวาง “วัยรุ่นจะต้องชอบส่วนที่น่ากลัวสยดสยอง ซึ่งแน่นอนว่าเยี่ยมมาก ส่วนผู้ใหญ่จะต้องชอบเรื่องรักแนวๆ โรเมโอกับจูเลียตแน่ๆ”

 ทันทีที่ได้ สมิต-แม็คฟี มาเป็นนักแสดง ก็ถึงคราวต้องจับคู่นักแสดงสาวให้เขา ซึ่งจะต้องมอบส่วนผสมทางเคมีที่ใช่ “ทั้งสองต้องลดทอนความเครียดของกันและกัน” คัฟแมน เผย “ส่วนความมีชีวิตชีวาก็สำคัญไม่น้อย เรามีนักแสดงมาคัดตัวในบทนี้มากมาย แต่โคลอีเท่านั้นที่เราตามหา เธอมีจิตวิญญาณโบราณๆ อยู่ในตัว เธอฉลาดเป็นกรดและมาดมั่น”   

 ถึงแม้จะอายุแค่ 12 ปี แต่ โคลอี เกรซ โมเรตซ์ ก็ปรากฏตัวในหนังประวัติดีมาแล้วหลายเรื่อง อาทิ (500) Days of Summer และ Kick-Ass ในขณะที่รีฟส์ไม่เคยดูผลงานของเธอเลยก่อนจะเลือกมาเป็นนักแสดง

 “ผมรู้แค่ว่าเธอมีคุณสมบัติน่าสนใจอย่างไม่น่าเชื่อ” เขาเล่า “โคลอีลุยได้อย่างที่เคยเห็นๆ กันใน Kick-Ass แต่ก็ดูบอบบางในคราวเดียวกัน นั่นคือส่วนผสมของชีวิตที่ดูเป็นมนุษย์มากๆ นอกจากนี้ยังฉายชัดความปรารถนาที่จะอยู่รอด”

 “แอ็บบีอายุ 12 ก็จริง แต่อายุ 12 มานานน่าจะประมาณ 250 ปีแล้ว” รีฟส์อยากให้รู้ “เธอไม่ใช่หญิงชราอายุ 250 ปีในร่างเด็ก 12 แต่ภายในของแอ็บบีก็ยัง 12 ด้วย เธอมีความไร้เดียงสาเหมือนเด็กสาวธรรมดา มีด้านที่ดิบเถื่อนซึ่งหยุดยั้งไม่ได้ เป็นสถานการณ์ที่เข้าถึงยากมากๆ”

 ช่วงที่ทำงานกับโมเรตซ์เพื่อกำหนดกรอบตัวละคร รีฟส์ให้เธอดูชุดภาพที่ถ่ายโดยศิลปินช่างภาพ แมรี เอลเลน มาร์ก ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวของครอบครัวเร่ร่อนครอบครัวหนึ่งที่มีเด็กสาววัย 12 รวมอยู่ในนั้นด้วย “สีหน้าของเธอดูอดทนและพร้อมจะฝ่าฟัน แต่ลึกๆ แล้วเจ็บปวดมากทีเดียว” เขาเล่า “เหมือนแอ็บบีไม่มีผิด เธอได้เห็นสิ่งต่างๆ ที่เด็ก 12 ไม่ควรจะต้องข้องแวะ แอ็บบีเข้มแข็งมาก แต่อีกมุมหนึ่ง ประสบการณ์เหล่านี้ล้วนแต่สร้างบาดแผลให้เธอทั้งสิ้น”

ลักษณะสุดท้ายของตัวละครตัวนี้ซึ่งน่าจะยากที่สุดด้วย ผู้กำกับกล่าวว่า คือด้านที่ทำให้เธออยากมีชีวิตอยู่ไม่ว่าจะต้องสูญเสียใดๆ ไปก็ตาม “ในฉากนั้น โคลอีแค่ปล่อยตัวปล่อยใจ ดูเธอมีความสุขกับตัวเองมาก แต่ก็ดิบเถื่อนได้อย่างไม่น่าเชื่อ ถ้าไม่มีเด็กๆ สองคนนี้ล่ะก็ เราคงทำหนังเรื่องนี้ไม่ได้ ทั้งสองเด่นเตะตามากจริงๆ”

สำหรับการแสดงบทนี้ โมเรตซ์ต้องเจาะลึกมากกว่าเคย เนื่องจากไม่ใช่แค่ ‘แสดง’ เป็นแวมไพร์ง่ายๆ แต่ยังต้องถ่ายทอดความจริงในชีวิตของเธอและทุกข์ยากต่างๆ ด้วย นักแสดงสาวน้อยจึงกระตือรือร้นที่จะเข้าถึงบทหินนี้ “สนุกมากๆ ตอนที่ตามหาตัวละครลึกล้ำดำมืดแต่ธาตุแท้นั้นหวานแหวว” โมเรตซ์ เล่า “แอ็บบีดูเป็นเด็กสาวธรรมดา แต่ว่ามีอีกคนอยู่ในตัวและควบคุมไม่ได้ เธอต้องแบกรับความเป็นแวมไพร์โดยไม่มีทางเลือกอื่น”

จากคำแนะนำของรีฟส์ โมเรตซ์พกสมุดบันทึกไว้จดชีวิตก่อนเป็นแวมไพร์ ซึ่งจะช่วยให้เธอนึกออกว่าจะกลายเป็นตัวละครในหนังจริงๆ ได้อย่างไร “อยู่ๆ ก็คิดได้ว่าเธอเคยใกล้ชิดแม่มากๆ แต่หลายๆ ปีที่ผ่านมา เธอแทบจะลืมแม่ไปแล้ว และคิดว่าไม่มีจะดีกว่า” นักแสดงสาวน้อยเผย

ถึงแม้ประสบการณ์ชีวิตจะแตกต่างกันมาก แต่เด็กเหงาๆ ผู้แปลกแยกจากสังคมทั้งสองก็สานสัมพันธ์แนบแน่นอย่างรวดเร็ว “แอ็บบีมีเพื่อนเยอะไม่ได้ คล้ายๆ กับโอเวนนั่นแหละ” โมเรตซ์ เล่า “ฉันรู้สึกว่าบางส่วนของเธอเข้าใจว่าเขาต้องเผชิญอะไรบ้าง เธอพูดถึงตัวเองหรือชีวิตส่วนตัวกับใครไม่ได้จริงๆ เพราะพอรู้ว่าจริงๆ แล้วเธอเป็นใคร ก็หนีหายกันไปหมด คนเดียวเท่านั้นที่ยังอยู่ใกล้ๆ เธอ คือ ‘เดอะ ฟาเธอร์’ เขารักเธอมากถึงขนาดทำเพื่อเธอได้ทุกอย่าง โอเวนก็ต้องการใครสักคนเหมือนกันที่รักเขาที่เป็นเขา”

ด้วยเป็นหนึ่งในแฟนหนังทริลเลอร์แหวกกฎของรีฟส์อย่าง Cloverfield โมเรตซ์จึงตื่นเต้นมากเมื่อรู้ว่าจะได้ร่วมงานกับผู้กำกับที่นิยมชมชอบในผลงาน “นั่นเป็นหนังที่เจ๋งมาก” เธอบอก “ต่อมาพอได้เจอเขาจริงๆ เขาเหมือนหมีเท็ดดีตัวเล็กๆ น่ารักที่สุด ฉันรักเขา เขาเหมือนพ่อคนที่สองของฉันเลย”

“แมตต์เป็นผู้กำกับที่มีระบบระเบียบมาก” เธอเสริม “เขามองเห็นหนังหลายๆ เรื่องในมุมมองที่ต่างจากฉัน เขาเก็บทุกรายละเอียด แค่เลื่อนอะไรมาสักหนึ่งมิลลิเมตร เขาจะเห็นความต่างทันที คือเขาเห็นหลายๆ สิ่งที่คนส่วนใหญ่มักมองไม่เห็น”

การสวมบทแวมไพร์ผู้เป็นทั้งเหยื่อและตัวร้าย มอบโอกาสดีๆ ดังที่เธอกล่าวว่าคือ “ได้สำรวจความหมายของแวมไพร์ครั้งใหม่ที่ล้ำลึกยิ่งขึ้น บางคนคิดว่าคงเจ๋งมากถ้าได้มีชีวิตอยู่ชั่วนิรันดร์ แต่ฉันไม่คิดอย่างนั้น น่าสนใจไม่น้อยเลยถ้าได้เห็นคนต่างรุ่นหลายๆ รุ่นก้าวไปพร้อมกับคอมพิวเตอร์ แลปท็อป และอื่นๆ ที่คลั่งไคล้กัน แต่น่าเศร้าตรงที่เธอไม่มีวันโต ไม่มีวันมีลูก ไม่มีวันมีสามีและความรัก”

 รีฟส์ผลักดัน สมิต-แม็คฟี และโมเรตซ์ให้ใช้เวลาร่วมกันหลังเข้าฉาก เพื่อเสริมปฏิกิริยาเคมีโดยธรรมชาติระหว่างทั้งสอง “โคดีนิสัยดีจริงๆ” โมเรตซ์ บอก “เราไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด เขาเคยแวะมาที่บ้าน ใช้เวลากับแม่ฉัน พี่ชายฉัน และก็ฉัน เขาสนุกมาก”

นอกเหนือจากขอให้เด็กๆ เขียนบันทึกตัวตนประจำวัน รีฟส์ยังให้การบ้านไปอีกก่อนจะเปิดกล้อง “ในหนัง โอเวนให้ของแอ็บบีชิ้นหนึ่ง เป็นลูกบาศก์รูบิก” โมเรตซ์ เล่า “โคดีกับฉันก็เลยนั่งค้นวิธีแก้เกมนี้ใน YouTube และทำสำเร็จจริงๆ ทุกวันนี้ ฉันกลายเป็นเด็กคงแก่เรียนไปแล้ว แต่สนุกมากๆ”

แอ็บบีมีผู้ปกครองคอยตามติด เป็นชายแก่อิดโรยซึ่งคือพ่อของเธอ รีฟส์นิยมชมชอบบทบาทการแสดงของ ริชาร์ด เจนกินส์ ในเรื่อง The Visitor ที่ทำให้เขาติดโผเข้าชิงออสการ์ปี 2009 สาขา Best Actor อันเป็นบทบาทที่ทำให้ตระหนักได้ทันทีว่าเขาน่าจะลงตัวกับบทใน Let Me In

 รีฟส์ พบ เจนกินส์ โดยบังเอิญระหว่างเขียนบทเรื่องนี้ ก่อนจะผ่านเย็นวันนั้นไป เขายิ่งมั่นใจว่าเจนกินส์ต้องแสดงบทนี้ “สำหรับผมแล้ว สำคัญมากที่คนดูจะต้องผ่านประสบการณ์ในเรื่องราวของตัวละครต่างๆ จากมุมมองของตัวเอง” เขาเล่า “ตัวละครที่ริชาร์ดแสดงจะทำสิ่งต่างๆ มากมายที่คนส่วนใหญ่ไม่รับรู้ว่าทำ แต่ผมรู้ว่าเขาจะตรึงคนดูไว้กับตัวละครตัวนี้ได้”

กับบทที่หลายๆ คนอ่านแล้วตกใจ เจนกินส์จะหาเนื้อแท้ของความเป็นมนุษย์ในตัวละคร ผู้ร่วมคุมงานสร้าง ร็อก กล่าว “ริชาร์ดทำให้ เดอะ ฟาเธอร์ มีตัวตนสมจริง เขากระตุ้นเร้าความสนใจมากแม้แต่ในสิ่งที่เล็กที่สุดที่เขาทำ ถึงแม้ตัวละครนี้จะทำแต่เรื่องสยดสยอง แต่ก็ทำเพื่อความรัก คนดูจะต้องประหลาดใจมากกับอารมณ์คลุมเครือที่มีต่อตัวละครตัวนี้”

 เดอะ ฟาเธอร์ ตามชื่อที่ใช้ในบทหนัง ทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อปกป้องและสนองความต้องการของแอ็บบีทุกประการ “เป็นการดำรงตัวตนแบบแปลกๆ” นักแสดงเล่า “เขาไม่มีปฏิสัมพันธ์กับใครทั้งนั้นนอกจากแอ็บบี เขาจะออกไปหาสิ่งที่จำเป็นต่อการอยู่รอดมาให้เธอ การกระทำของเขาเลวทรามอย่างเหลือเชื่อ แต่ไม่ได้ทำเพราะสันดานเลว ทว่าทำจากความรัก อย่างไรก็ตาม เขาดูแลเธอมาหลายทศวรรษแล้วและผมคิดว่าเขาเหนื่อย”

 “หนังตีความการมีชีวิตอมตะนิรันดร์กาลในแง่ลบ” เขาเล่าต่อ “ชีวิตที่คงอยู่ชั่วกัปชั่วกัลป์คือสิ่งหนึ่งที่ดึงดูดให้มาเป็นแวมไพร์ แต่มันกลายเป็นคำสาปเสียมากกว่า ถ้าแอ็บบีเลือกได้ ผมแน่ใจว่าเธอไม่ได้อยากเป็นอย่างนี้”

   สำหรับบทบาทนี้ เจนกินส์ต้องใช้ความสามารถทางกายมากกว่าบทใดๆ ที่เคยแสดงมา นอกจากนั้นยังมีการแปลงโฉมที่แสนจะรบกวนจิตใจ “ทุกครั้งที่ได้ยินว่าต้องนั่งแต่งหน้า 3 ชั่วโมง ผมแทบอยากจะกลับไปทบทวนสัญญาว่าจ้างใหม่” เขาเล่า “ช่วงสองสามปีที่แล้ว ผมแสดงเป็นคนแก่ในทุกเรื่องที่ทำงานด้วย พอเริ่มอ่านบทก็จะเริ่มสงสัย ‘ร่างกายเราไหวไหม? เรายังลุยหิมะลากคนไปโยนทิ้งน้ำได้อีกหรือ?’ แต่กับหนังเรื่องนี้ ผมต้องหล่นลงหลุมตั้งหลายครั้ง แถมยังกลิ้งลงเขาอีกต่างหาก แต่ก็ผ่านได้หมดในครั้งเดียว”        

 ถึงแม้จะเป็นบทที่เหนื่อยยากลำบากกาย แต่เจนกินส์บอกว่าสนุกกับโปรเจกต์นี้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการที่รีฟส์ทำงานใกล้ชิดนักแสดงทุกคน “เขาสนใจฟังคำพูดของนักแสดงมาก ถึงจะไม่เห็นด้วยทุกครั้ง แต่อย่างน้อยก็ยังให้ความสนใจ นี่แหละคือทั้งหมดที่นักแสดงอยากได้”

 เอไลอัส โกตีส นักแสดงผู้ช่ำชองบทรอง พร้อมด้วยประวัติผลงานทั้งในจอเงินและจอแก้วที่ทำหลายๆ คนมีอาการตาร้อนผ่าว จะมารับบทตำรวจนิรนามในภารกิจไล่ล่า เดอะ ฟาเธอร์ และ แอ็บบี “ผมรู้สึกว่าต้องมีอีกสักตัวละครหนึ่ง เป็นผู้แสวงหาคำอธิบายเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเมือง” รีฟส์ พูด “ซึ่งมองห่างๆ จะเหมือนการฆ่าเพื่อพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ แต่เรื่องสยองๆ อย่างนี้เกิดขึ้นได้ยังไง?”

“บทนี้มีบทพูดไม่มาก” เขาเล่าต่อ “แต่เอไลอัสใส่จิตวิญญาณเข้าไป จนกลายเป็นผู้นำทางตลอดทั้งเรื่อง”
โกตีส พบ รีฟส์ เมื่อหลายๆ ปีก่อนระหว่างถ่ายทำรายการโทรทัศน์ จากประสบการณ์ครั้งนั้น เขาพร้อมตอบรับทันทีโดยไม่ขอดูบทหนัง “แมตต์ปล่อยให้นักแสดงใส่เข้าไปได้เลยเต็มที่” โกตีส บอก “แต่ถ้ายังไม่รู้ว่าจะใส่อะไร เขาจะชี้ทางสว่างให้”    

“มีความรักความรู้สึกมากมายในหนังเรื่องนี้” นักแสดงกล่าว “ผมยังจำช่วงเวลาในวัยนั้นได้ และเข้าถึงอะไรๆ ที่โอเวนต้องฝ่าฟันให้ผ่านพ้น ผมว่าเราทุกคนเข้าถึงได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง คุณจะรู้สึกถึงความว้าเหว่เปลี่ยวเหงาจับใจ”

อย่างไรก็ตาม การแสดงของ สมิต-แม็คฟี ทำโกตีสทึ่ง “เขาเข้าใจโอเวนแตกฉาน ในหนังเรื่องนี้ เขาคือเด็กขี้เหงาที่มักถูกรังแก มีชีวิตอยู่ในโลกแฟนตาซีเพ้อฝัน เพราะโลกแห่งความเป็นจริงนั้นโหดร้าย ขาดพ่อ มีแต่แม่ที่ติดเหล้า เป็นชีวิตที่หนักหนาสาหัสจริงๆ ทั้งๆ ที่ยังไม่ถึงวัยเจริญพันธุ์เสียด้วยซ้ำ”

โกตีสเชื่อมั่นว่าการถ่ายทอดอารมณ์อย่างตรงไปตรงมานั้นจะทั้งมอบความบันเทิงและกระทบความรู้สึกของผู้ชม “ไม่ว่าตัวละครจะตัดสินใจผิดพลาดสักแค่ไหน แต่ก็ทำมาจากความรัก” เขาระบุ “ความรักสามารถนำไปถึงจุดที่เหนือกว่าความคาดหมายอยู่แล้ว”
 
เพื่อย้ำความแน่ใจว่าผู้ชมจะได้เห็นเหตุการณ์ต่างๆ ผ่านสายตาของโอเวน รีฟส์จึงตัดสินใจแหวกออกไปจากความธรรมดา ด้วยการอำพรางใบหน้าของนักแสดงสาวผู้รับบทแม่ ถ่ายทอดออกมาในลักษณะที่ผู้ชมมองไม่เห็นว่าทุกวันนี้เธอกลายเป็นอะไรไปแล้วในสายตาของลูกชาย
คารา บูโอโน ผู้รับบทแม่ บอกว่า “ความสัมพันธ์ของแม่ลูกคู่นี้ จะเชื่อมก็ไม่ได้ จะต่อก็ไม่ติด ไม่มีการสื่อสารที่แท้จริงระหว่างทั้งสองเลย เพราะเธอเหมือนตายไปแล้ว แมตต์ตัดสินใจถ่ายทำแบบแทบจะไม่ได้เห็นเธอเลย ก็เพื่อเน้นย้ำตรงส่วนนี้”

  บูโอโนเสริมอีกว่า “นักแสดงส่วนมากมักคิดว่า ถ้ากล้องไม่ได้จับภาพอยู่ จะทำตัวตามสบายยังไงก็ได้ แต่นี่ตรงกันข้าม ทุกๆ อย่างต้องดำเนินต่อไปอย่างเต็มรูปแบบและจริงจัง เป็นวิธีเข้าถึงงานที่น่าสนใจมากจริงๆ”
 
 ถึงแม้เวลาอยู่บ้าน โอเวนจะถูกปล่อยปละละเลย ไมมีใครเหลียวแล แต่ยังดีกว่าชีวิตนอกบ้านที่แสนทุกข์ระทม ทุกๆ วันที่โรงเรียน เขาจะถูกแก๊งเด็กเลวมารุมรังแก นำแสดงโดย ดีแลน มินเนตต์, จิมมี แจกซ์ ปินชัค, นิโคไล ดอเรียน และ เบรตต์ เดลบูโอโน “ปกติผมได้แต่บทประเภทหนุ่มน้อยตัวเล็กน่ารัก” มินเนตต์ ผู้รับบท เคนนี ที่ตามจองล้างจองผลาญโอเวนอยู่ร่ำไป กล่าวต่อ “ตื่นเต้นสุดๆ เลยที่ได้แสดงเป็นคนต่ำช้า นอกจากนี้ยังได้เล่นฉากเสี่ยงๆ เจ๋งๆ เองอีกด้วย พี่ๆ ทีมงานถามว่าอยากได้นักแสดงแทนไหม ผมตอบ ‘ไม่ต้องเลย’ เพราะรู้ตัวว่ากำลังจะทำสิ่งที่ควรจดจำไปตลอดชีวิต” 

 รีฟส์อยากแน่ใจว่าความเป็นมนุษย์ของเคนนีต้องมากพอที่จะเล็ดลอดออกมาจากความป่าเถื่อนชั่วร้ายได้ จึงร่วมงานใกล้ชิดกับนักแสดงเด็กเพื่อวางรากฐานให้ “แมตต์อธิบายให้ผมฟังประมาณว่า ผมไม่ใช่เหลวไหลเละเทะเฉพาะที่โรงเรียน” มินเนตต์ เล่า “แต่มีบางอย่างเกิดขึ้นที่บ้าน บางอย่างที่อยู่เบื้องหลังความก้าวร้าวนั้น เคนนีมีพี่ชายคนหนึ่งที่หยาบคายร้ายกาจกับเขาตลอด ดังนั้น นิสัยเกกมะเหรกเกเรชอบระรานคนอื่นคือพฤติกรรมที่เขาเรียนรู้มา”

  ไม่ต่างจากที่เห็นกันในชีวิตจริงนัก กับการที่จอมเกเรต้องมีคู่หูลิ่วล้อคอยทำตามคำสั่ง “ตัวละคร เคนนี ทั้งซาดิสม์และชั่วร้ายมาก” ดอเรียน ผู้รับบท โดนัลด์ กล่าว “มาร์กกับโดนัลด์เหมือนสมุนซ้ายขวา แต่ไม่ค่อยเต็มใจจะเป็นนักหรอก โดยเฉพาะโดนัลด์”

จิมมี แจกซ์ ปินชัค ผู้รับบทเป็น มาร์ก หนึ่งในสามของแก๊งทรมานโอเวน รู้สึกสนุกในการทำงานร่วมกับ สมิต-แม็คฟี และเด็กคนอื่นๆ “ในกองถ่าย เราหยอดมุกเฮฮากันตลอด” ปินชัค เล่า “แต่พอแมตต์สั่งแอ็กชั่นเท่านั้น โคดีจะกลายเป็นตัวละคร ไม่ใช่เด็กคนเดิมอีกต่อไป”

โชคดีที่เด็กๆ ปล่อยวางสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นหน้ากล้องได้หลังจากวันทำงานผ่านไป “ตลกดี ในหนังเราแกล้งกัน แต่หลังฉาก เรากลายเป็นเพื่อนรักกัน” เขาบอก “แน่นอน พอถึงเวลาทำงานก็ทำงาน แต่หลังจากนั้น เราจะกลับบ้านไปนอนเล่นเพลย์สเตชั่นและหลับกองๆ กันอยู่ในบ้านผมบ้าง บ้านพวกเขาบ้าง”

เลือดและหิมะ: หลังฉาก LET ME IN

 ในส่วนของการตามหาฉากหลังที่ควรค่าแก่การจดจำ ซึ่งต้องให้บรรยากาศแบบทศวรรษที่ 1980 แท้ๆ มีหิมะปกคลุมขาวโพลน ภูมิทัศน์โดยรอบดูวังเวง เดิมทีนั้น แมตต์ รีฟส์ วางแผนจะตั้งกองถ่าย Let Me In ในโคโลราโด

 แต่เมื่อได้พบเมือง ลอส อลามอส ในนิวเม็กซิโก “ตอนแรกผมคิด ‘ทะเลทรายในนิวเม็กซิโกเนี่ยนะ? แล้วหนังจะรอดหรือ?’” เขาสารภาพ “ต่อมาถึงรู้ว่าเป็นทะเลทรายบนที่สูง มีหิมะตกด้วย อันที่จริง ถ้ามองถึงการถ่ายโอนเรื่องราวมาไว้ในภูมิประเทศอเมริกัน นิวเม็กซิโกก็ไม่เลวเลย มันคือดินแดนในหนังคลาสสิกของ จอห์น ฟอร์ด แถมยังมีทิวทัศน์เป็นเอกลักษณ์แบบตะวันตก”

 ไซมอน โอคส์ เห็นความคล้ายคลึงกันเด่นชัดมาก ระหว่างเมือง ลอส อลามอส และเมืองเล็กๆ ในหนังต้นฉบับโดย โทมัส อัลเฟรดสัน “แมตต์สร้างภาพของหมู่บ้านอเมริกันให้เท่าเทียมกับหมู่บ้านในหนังต้นฉบับ” เขาเล่า “เขาต้องการความรู้สึกแบบเดียวกันกับหนังต้นฉบับ ประมาณว่าที่ไหนสักแห่งที่ระบุไม่ได้ ปกคลุมไปด้วยความเปลี่ยวเหงาว้าเหว่ซึ่งเป็นเสน่ห์ดึงดูดของหนัง เขาจงใจให้เรื่องราวเกิดขึ้นในเมืองที่ไม่มีใครรู้ว่าคือที่ไหน เพราะเหตุการณ์ไม่ธรรมดาจะเด่นยิ่งขึ้นเมื่อเกิดในสิ่งแวดล้อมที่แสนธรรมดา”

 เมืองที่มีประชากรราว 18,000 คน  ลอส อลามอส ซึ่งอยู่ห่างจากทางเหนือของอัลเบอเคอร์กี 100 ไมล์ เป็นที่ตั้งของ Los Alamos National Laboratory ที่รู้จักกันทั่วโลก เมืองนี้ดูเหมือนเล็กและไม่มีอะไร แต่ความจริงนั้น ก่อตั้งเมืองขึ้นมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อเป็นชุมชนลับสุดยอดที่คอยเลี้ยงดูปูเสื่อคนงานที่มาร่วมกันสร้างนิวเคลียร์ลูกแรกใน ‘โครงการแมนฮัตตัน’

 รีฟส์ทราบว่า ดรูว์ กอดดาร์ด ผู้เขียนบท Cloverfield เติบโตใน ลอส อลามอส เขาช่วยให้ผู้กำกับเข้าใจเอกลักษณ์พื้นฐานทางสังคมของเมืองนี้แบบคลุกวงในยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีข้อเท็จจริงที่เชื่อกันว่าประชากรใน ลอส อลามอส มีระดับไอคิวเฉลี่ยสูงสุดในประเทศ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะสุดยอดนักวิทยาศาสตร์มากมายลงหลักปักฐานที่นี่ ยิ่งไปกว่านี้ จำนวนโบสถ์ต่อจำนวนประชากรยังสูงที่สุดอีกด้วย ซึ่งรีฟส์เชื่อว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

 “ที่ห้องทดลองเหล่านั้น พวกเขาคงค้นพบมากต่อมากเพื่อสนองความอยากของมนุษย์ที่ชอบฆ่ากันเอง” เขาบอก “ผมว่าคนที่นั่นต้องต่อสู้กับสิ่งที่เข้าใจยากอย่างหนัก เหมือนพวกเขากำลังหาทางเข้าใจว่าชีวิตควรดำเนินไปยังไงโดยที่ยังเป็นคนดีมีศีลธรรม นั่นแหละคือเสน่ห์ที่เหมาะกับบริบทของหนังเรื่องนี้มาก”       
 
เพื่อเก็บภาพที่มีลักษณะเฉพาะตัวตามกรอบที่วางไว้ รีฟส์เหลียวหาช่างกล้อง เกร็ก เฟรเซอร์ ผู้ซึ่งเพิ่งผ่านการร่วมงานกับผู้กำกับ เจน แคมเปียน ในเรื่อง Bright Star พร้อมด้วย สกอตต์ ฮิกส์ ในเรื่อง The Boys Are Back “ตอนอ่าน Let Me In รอบแรก สิ่งที่จับใจผมที่สุดคือโทนเรื่องดำมืด ดูไม่น่าไว้วางใจ ที่แมตต์สร้างสรรค์ขึ้น” เฟรเซอร์ ทวนความจำ “แต่พอผ่านเข้าไปในความมืด จะเห็นความรักงดงามนั่งอยู่ ท้าทายมากกับการสร้างภาพให้เป็นเพียงส่วนเติมเต็มและทรงพลังไม่เท่าเรื่องราว ระหว่างถ่ายทำ เราต้องพยายามไม่รู้สึกว่ากำลังจัดแสงเก็บภาพในหนังกระแส แต่มันคือดราม่าย้อนยุคเรื่องหนึ่งที่มีเด็กๆ เป็นศูนย์กลางของเรื่อง”
 นอกจากนี้ รีฟส์ยังร่วมงานใกล้ชิดกับผู้ออกแบบงานสร้าง ฟอร์ด วีลเลอร์ เพื่อถักทอองค์ประกอบที่ปกคลุมไปด้วยกลิ่นอายวิทยาศาสตร์ของเมืองนี้ให้กลายเป็นหนัง ยกตัวอย่างเช่น โอเวนจะหนีไปอยู่ในโลกลับๆ ส่วนตัว ซึ่งมีจิตรกรรมรูปพระจันทร์ดวงกลมโตเต็มผนังฝั่งหนึ่ง และรายล้อมไปด้วยของเล่นจุกจิกในอารมณ์สำรวจอวกาศ

 “สิ่งหนึ่งในช่วงเวลานั้นที่ผมยังจำได้ชัดเจน คือใครๆ ก็พูดถึงกระสวยอวกาศ” ผู้กำกับเล่า “ตอนที่คุยกับฟอร์ดเรื่องหน้าตาของห้องโอเวน เราแลกเปลี่ยนความคิดกัน ท้ายที่สุดก็ตัดสินใจให้มีภาพพระจันทร์บนผนัง พอมองไปตอนที่โคดีนั่งอยู่ในนั้น เราจะเห็นคนเหงาๆ ตัดกับพระจันทร์ แนวคิดที่จะถ่ายให้เห็นเขาในลักษณะนักบินอวกาศตัวน้อยบนพื้นผิวของดวงจันทร์ เป็นสัญลักษณ์ที่สื่อว่าเขาอ้างว้างขนาดไหนและอยากจะหนีมากเพียงใด”
  
โอเวนจะใส่แจ็กเกตสีเงินตัวพองฟู ซึ่งเห็นแล้วนึกถึงชุดนักบินอวกาศ แจ็กเกตสีเงินคือความทรงจำวัยเด็กของรีฟส์ ตามที่ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย เมลิสซา บรูนนิง กล่าวว่า “เขาพรรณนารายละเอียดของแจ็กเกตทุกกระเบียดในบทหนัง มันคือความทรงจำสมัยเป็นเด็กของเขา ซึ่งจะกลายเป็นเกราะคุ้มกันให้โอเวนในหนัง มันคอยปกป้องเขาจากความน่ากลัวที่ต้องเผชิญในแต่ละวันของชีวิต”

 ส่วนการสร้างสรรค์เครื่องแต่งกายตามตำรับทศวรรษที่ 1980 ขนานแท้ บรูนนิงใช้หนังสือรุ่นสมัยเรียนไฮสกูลมาอ้างอิง “รู้สึกดีมากๆ ทุกครั้งที่ได้ร่วมงานกับหนังย้อนยุคและเป็นยุคที่เรายังจำได้” เธอเล่า “ฉันจะออกแบบเสื้อผ้าให้ตรงกับตัวตนจริงๆ ได้ ไม่ใช่แค่เพียงสื่อให้เห็นยุคของเรื่องเท่านั้น”
สมิต-แม็คฟี มาถึงกองถ่ายพร้อมกับผมทรงหนามเม่นและต่างหูเรืองแสงข้างหนึ่ง จึงต้องยกเครื่องภาพลักษณ์ขนานใหญ่ “เราจับเขาสวมกางเกงสีกากีกับเสื้อสเวตเตอร์ Izod” บรูนนิง เล่า “แนวคิดคือแม่จับเขาแต่งตัวเหมือนผู้ชายตัวเล็กๆ แต่โชคร้ายที่ภาพลักษณ์แบบนั้นเป็นเหตุให้ถูกแกล้งที่โรงเรียน โอเวนบอกเขารู้สึก ‘เหมือนเป็นตัวตลก’”

รีฟส์แบ่งภาพถ่ายโดย แมรี เอลเลน มาร์ก ชุดเดียวกับที่เคยให้โมเรตซ์ดู ให้บรูนนิงดูเช่นกัน “แมตต์อยากได้ภาพลักษณ์คล้ายๆ พวกเร่ร่อน” เธอเผย “เด็กในภาพไม่มีแม้แต่ที่จะซุกหัวนอน เธอร่อนเร่พเนจรไปเรื่อยๆ ในชุดเสื้อแจ็กเกตสกีขนาดใหญ่เกินตัวกับกระโปรงและรองเท้าบู๊ต”
“เราใช้ภาพถ่ายเหล่านั้นเป็นพื้นฐานการออกแบบเครื่องแต่งกายให้แอ็บบี” บรูนนิง เล่าต่อ “แอ็บบีไม่ได้หนาว แต่รู้ว่าถ้าขาดแจ็กเกตไปสักตัว เธอจะเด่นเกินไป ส่วนที่สวมรองเท้าบู๊ตก็ด้วยเหตุผลเดียวกัน จริงๆ แล้ว เธออยากกลมกลืน”

 แทนที่จะขอความช่วยเหลือจากมือฉมังทางด้านการสร้างภาพในหนังแวมไพร์ รีฟส์กลับเรียกใช้บริการจากผู้เชี่ยวชาญสเปเชียลเอฟเฟกต์ แอนดรูว์ คลีเมนต์ ในการสร้างภาพลักษณ์เฉพาะตัวที่มีปัญหาวัยรุ่นเป็นแรงบันดาลใจ “เขาอยากปรับให้เข้ากับทุกๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นของชีวิต” คลีเมนต์ บอก “ทุกสิ่งรอบตัวน่าอึดอัดและมีผลกระทบกับร่างกาย ผมต้องดึงภาพปัญหาผิวพรรณและฟันของจริงมาจากอินเตอร์เน็ต จากนั้น พอถึงช่วงที่ต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง เราค่อยนำข้อมูลที่ได้มาทั้งหมดมารวมกันอีกที”

 “แมตต์เรียกปัญหานั้นว่า ‘วัยรุ่นอยากจะคลั่ง’” ผู้เชี่ยวชาญสเปเชียลเอฟเฟกต์ แบรด ปาร์เกอร์ เล่า “เมื่อไหร่ที่แอ็บบีหิว สิวจะขึ้นหนักหน่วง ผิวพรรณซีดเซียว เนื้อตัวเหนียวเหนอะหนะ ดูๆ แล้วเหมือนคนป่วย ราวกับว่าข้างในเธอกำลังต่อสู้กับความเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย”

  ความเสื่อมถอยทางร่างกายของแอ็บบีกระตุ้นให้ตัวละครร่วมต้องพูดว่า เขาอยากเห็นฝันร้ายกลายเป็นจริงมานานแล้ว “ทั้งฟันทั้งตาดูสยองไปหมด” สมิต-แม็คฟี เผย “เวลาเผชิญหน้ากับแอ็บบี โอเวนเข้มแข็งกว่าผมเยอะ เพราะผมทำได้แค่อยากจะร้องไห้”

 งานแสดงฉากเสี่ยงเมื่อครั้งโมเรตซ์รับบทซูเปอร์ฮีโร่ฝึกหัดใน Kick-Ass ก็มีประโยชน์กับงานในหนังเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน “ตอนทำงานใน Kick-Ass ฉันต้องฝึกศิลปะการต่อสู้หลายแขนงทีเดียว พอแมตต์ถามว่าอย่างนั้นอย่างนี้ได้ไหม ฉันก็ตอบตลอดเลย ‘ได้ค่ะ คงไม่ยากเกินไปหรอก’”

  ในขณะที่การแสดงฉากเสี่ยงดูไม่ยากเกินไปสำหรับเธอ ทัศนคติที่พร้อมจะทุ่มเททั้งกายทั้งใจให้หนังยังประทับใจเพื่อนร่วมงานอีกด้วย “โคลอีคล่องแคล่วว่องไวมาก” ผู้ประสานงานนักแสดงแทน จอห์น โรโบแธม กล่าว “ส่วนใหญ่เธอจะแสดงเอง เธอเต็มไปด้วยพลังและเปิดใจลองสิ่งต่างๆ ที่นักแสดงมีอายุทั้งหลายไม่อยากทำ”

 หลังจากบอกว่ารูปลักษณ์ภายนอกบางส่วนของตัวละครไม่ได้น่าหวาดกลัว แต่น่ารังเกียจมากกว่า โมเรตซ์ก็สรุปประสบการณ์โดยรวม “ครั้งหนึ่ง ตัวฉันชุ่มโชกไปด้วยเลือดเทียม ซึ่งเหนียวเหนอะมากๆ พอขยับมาที่อีกซีนหนึ่ง เป็นซีนที่แอ็บบีกำลังกิน แมตต์ดันถามฉันว่าอยากลองดื่มเลือดเทียมบ้างไหมล่ะ แน่นอน ฉันตอบว่าชัวร์ ซึ่งคิดผิดจริงๆ รสชาติมันแย่มาก เหมือนแอกอฮอล์ล้างเครื่องมือผสมยาช่วยย่อยกับขี้โคลน”

หลอนและปลุกเร้า: ดนตรีใน LET ME IN

 เสียงดนตรีใน Let Me In มีวัตถุประสงค์อยู่สองอย่าง จากคำกล่าวของรีฟส์ ดนตรีประกอบซึ่งไว้วางใจให้เป็นหน้าที่ของนักประพันธ์เพลงมือรางวัล ไมเคิล จักกีโน จะต้องมอบน้ำหนักให้อารมณ์อันแผ่วเบาในหนัง ส่วนเพลงประกอบที่เขาช่วยกันเลือกกับผู้ให้คำปรึกษาทางด้านดนตรีคนดัง จอร์จ ดราโกอูเลียส จะต้องมอบชีวิตให้ทศวรรษที่ 1980 ซึ่งเป็นฉากหลังของเรื่อง

 ก่อนนี้ จักกีโนคว้าออสการ์มาได้จากการประพันธ์ดนตรีให้หนังเรื่องเยี่ยมของพิกซาร์คือ Up พร้อมทั้งได้รับรางวัลเอ็มมีจากผลงานในซีรี่ส์เรื่องดังทางจอแก้วคือ “Lost” ที่สำคัญ เขาเคยจัดหาเพลงหนึ่งให้หนังเรื่องก่อนของรีฟส์ คือ Cloverfield ใช้เป็นเพลงปิดท้ายในช่วงรายนามคนเบื้องหลัง แต่ครั้งนี้ รีฟส์ขอให้ประพันธ์ดนตรีประกอบทั้งเรื่อง

 ผู้กำกับคาดหวังว่าดนตรีที่พลิ้วไหวอยู่เบื้องหลังจะสอดคล้องกับลักษณะเรื่องราว ซึ่งเปลี่ยนแปรกลับไปกลับมาระหว่างเปลี่ยวเหงาและน่าหวาดกลัวกับอ่อนโยนและเปี่ยมด้วยอารมณ์รัก “งานของไมเคิลในเรื่อง Lost  ทำให้ผมเชื่อมั่นว่าเขาสร้างสัมผัสลุ้นระทึกขนานแท้ได้แน่ๆ” รีฟส์ กล่าว “นอกจากนี้ เขายังเต็มไปด้วยอารมณ์ละเมียดละไม ซึ่งเห็นได้จากงานที่ทำกับพิกซาร์และอื่นๆ เขาสามารถสร้างดนตรีประกอบที่สะท้อนทุกๆ ระดับอารมณ์ในหนัง และในขณะเดียวกันก็จับทั้งหมดนั้นมารวมกันเป็นหนึ่งเดียวหนึ่งเพลงได้”     
 
 รีฟส์และจักกีโนพูดคุยกันเรื่องผลงานของนักประพันธ์ผู้เป็นตำนาน เบอร์นาร์ด เฮอร์แมน ซึ่งมอบดนตรีประกอบให้หนังมากมายหลายโหลตลอดชีวิตการทำงาน เป็นต้นว่า ทริลเลอร์คลาสสิกของ ฮิตช์ค็อก อย่าง North by Northwest และ Psycho “นั่นเป็นหนังที่ตอนเด็กๆ ผมดูแล้วตื่นเต้นเร้าใจสุดขีด” ผู้กำกับเผย “ผมอยากได้ดนตรีที่มีพลังแบบนั้นบ้าง”

 ผู้คุมงานสร้าง อเล็กซ์ บรันเนอร์ เสริม “เราตื่นเต้นจนขนลุกไปหมดพอรู้ว่าได้ไมเคิลมาทำดนตรีประกอบ เสียงดนตรีของเขาทั้งหลอกหลอนและลึกซึ้งกินใจ มิหนำซ้ำยังตรงกับภาพที่แมตต์หวังไว้พอดี หนังแวมไพร์เรื่องสุดท้ายที่ Hammer สร้าง คือ The Legend of Seven Golden Vampires มีนักประพันธ์เลื่องชื่อประจำ Hammer เจมส์ เบอร์นาร์ด ทำดนตรีประกอบ ครั้งนี้ เราภูมิใจอย่างยิ่งที่ไมเคิลจะเป็นคนนำขนบดนตรีของ Hammer กลับมาสู่ศตวรรษที่ 21”

 รีฟส์เองก็รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของขนบ Hammer “การได้เขียนบทและกำกับหนังเรื่องแรกของ Hammer ในรอบสามทศวรรษ พาผมย้อนกลับไปหาบรรดาหนังเรื่องเยี่ยมที่เคยทำให้ขนลุกซู่สมัยเด็กๆ“ เขาเผย “ซึ่งหนังเรื่องนี้ก็ยังคงรักษาขนบแบบนั้นไว้”

 ตอนที่รีฟส์โทรหาจักกีโน นักประพันธ์คนดังเพิ่งมีรายชื่อติดโผชิงรางวัลจากงานใน Up และมีงานหลั่งไหลมาให้เขาเลือกท่วมตัว แต่เขาบอกเขาจะมีความสุขทุกครั้งที่ได้ทำงานกับเพื่อนเก่า “ผมจะรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กๆ ที่กำลังเล่นสนุกกับคู่หูรู้ใจ” นักประพันธ์ดนตรีเล่า “ผมรู้ตั้งแต่ตอนที่ทำงานให้ Cloverfield แล้วว่า แมตต์จะเน้นหนักมากในเรื่องของอารมณ์และการเล่าเรื่อง ในขณะที่เรื่องราวและอารมณ์ก็เป็นตัวกำหนดทิศทางในงานของผมมาตลอด เราเลยลงตัวและกลายเป็นทีมที่ยอดเยี่ยมมาก”  

 นอกจากนี้ ความเป็นธรรมชาติของตัวละครยังจับใจจักกีโน “ความไร้เดียงสาของพวกเขาในช่วงเวลาแห่งความอึดอัดสับสนน่ะประทับใจผมมาก” เขาเล่าต่อ “ถึงจะเป็นหนังแวมไพร์ แต่ก็ว่าด้วยการก้าวพ้นความไร้เดียงสาของเด็กสองคนที่ต้องรับมือกับสถานการณ์ครอบครัวอันเลวร้าย ความทุกข์ระทมท่วมท้นกระทบใจผมในฐานะคนเขียนเพลงอย่างไม่น่าเชื่อทีเดียว”

    จักกีโนสร้างสรรค์ดนตรีหลอนๆ ด้วยเครื่องดนตรีประเภทคีย์บอร์ดชื่อ เซเลสต์ ที่ให้เสียงใสเหมือนกระดิ่ง พร้อมด้วยกลองเบสและหนุ่มน้อยนักร้องประสานเสียงในโบสถ์อีกหนึ่งคน โดยเป็นไปในแนวทางที่รีฟส์บอกว่าอยากให้ดนตรีเปิดกว้าง แต่ต้องเรียบง่ายและค่อยๆ เผยไม่ต่างจากการดำเนินเรื่อง “หลายๆ ฉากคลี่คลายแบบนิ่งๆ ช้าๆ และมีบทพูดไม่มาก ซึ่งจะเพิ่มระดับความเครียดขึ้นไปอีก” เขาเล่า “ผมต้องอดทนต่อดนตรีของตัวเองเหมือนอย่างที่แมตต์ทำเวลากำกับ อย่างเช่นฉากที่ตำรวจเข้าบ้านแอ็บบี ดนตรีจะเริ่มจากเสียงเครื่องดนตรีเพียงชิ้นเดียวแล้วค่อยจบที่ออเคสตราเต็มวงแผดเสียงกึกก้องจนปิดฉาก ผมต้องใช้เวลามาก ค่อยๆ เรียบเรียงเสียงและท่วงทำนองไปจนจบวินาทีสุดท้าย”  

 เพลงประกอบแนวป๊อปคลาสสิกยุค 80s ทำให้รู้ชัดว่าเหตุการณ์เกิดในอเมริกายุคเรแกนเรืองอำนาจ ด้วยความช่วยเหลือจากที่ปรึกษาทางดนตรี จอร์จ ดราโกอูเลียส ผู้ซึ่งเพิ่งผ่านงานใน The Hangover, Star Trek และ Tropic Thunder รีฟส์ได้เลือกเพลงจากยุคนั้น ซึ่งยังอยู่ในความทรงจำและเคยมีความสุขกับมัน “ผมใช้แต่เพลงที่คิดว่าจะปลุกเร้าช่วงเวลานั้นได้” รีฟส์ บอก “เราไม่อยากให้ดูเป็นยุคเสื่อม และไม่ได้อยากเทิดทูนบูชา แค่อยากนำเสนอในมุมน่ารักๆ และถูกต้องตามความเป็นจริงเท่านั้น จริงๆ แล้ว ผมไม่คิดว่านี่คือหนังย้อนยุคเสียด้วยซ้ำ ถึงแม้ผู้คนจะเห็นมันแล้วพูดตรงกันว่านี่ยุค 80s ชัดๆ แต่สำหรับผม มันเหมือนเมื่อวาน และดนตรีคือส่วนที่น่าตื่นเต้นส่วนหนึ่งในนั้น”

 ท้ายที่สุด งานดนตรีแต่ละชิ้นก็ทำหน้าที่ขับเน้นพลังของเรื่องราวใน Let Me In ซึ่งรีฟส์กล่าวว่าพำนักอยู่ในวังวนแห่งปริศนาและความคลุมเครือ “มันคือโศกนาฏกรรม แต่ก็เป็นเรื่องรักด้วยเช่นกัน มีความเจ็บปวดเกี่ยวเนื่องกับความสัมพันธ์ของเด็กทั้งสอง มีการสื่อความถึงอนาคตที่อาจเกิดขึ้นในแง่ร้าย บางคนคิดว่าจบแบบแฮปปี้เอ็นดิ้ง แต่อีกหลายๆ คนจะรู้สึกว่าค้างคาใจอย่างรุนแรง เพราะมันปล่อยให้คนดูตีความกันเองตามใจ และผมจะตั้งใจฟังว่าคนดูคิดยังไง”


เกี่ยวกับนักแสดง
 
 โคลอี เกรซ โมเรตซ์ (รับบท แอ็บบี) เริ่มงานสายบันเทิงตั้งแต่อายุยังน้อย คือสมัยเป็นเด็ก 5 ขวบในนิวยอร์กซิตี้ กับงานนางแบบประจำโครงการรณรงค์ระดับชาติต่างๆ ซึ่งพบเห็นได้ตามสื่อสิ่งพิมพ์และจอแก้ว พออายุ 6 ขวบ เธอและครอบครัวย้ายมาอยู่ลอสแองเจลิส รวมทั้งลงหลักปักฐานในบทต่อเนื่องในดราม่าเรื่อง “The Guardian” ทางช่อง CBS

  ไม่นานนัก บทบาทแรกในจอเงินก็มาถึงมือเธอ ในหนังนอกกระแสเรื่อง The Heart of the Beholder ต่อมาจึงจับจองบทนำใน The Amityville Horror ฉบับรีเมกโดย ไมเคิล เบย์ ซึ่งทำให้เธอกลายเป็นที่กล่าวขาน 

 ที่ผ่านมา โมเรตซ์เพิ่งแสดงใน Kick-Ass หนังแอ็กชั่นดัดแปลงจากหนังสือการ์ตูนในชื่อเดียวกันของ มาร์ก มิลลาร์ โดยรับบท ฮิตเกิร์ล สาวน้อยดุดันและปากไม่มีหูรูดวัย 11 ปี ที่ร่วมทีมกับพ่อ (นำแสดงโดย นิโคลัส เคจ) ต่อกรกับอาชญากรรม หนังนั้นได้รับคำวิจารณ์ในแง่บวก ส่วนโคลอีก็ถูกพาดหัวว่า “ประสบความสำเร็จมากจริงๆ สาวน้อยสุดฮิตที่กำลังมาแรง” ในนิตยสาร Teen Vogue

 ปี 2010 ในหนังเรื่อง Diary of a Wimpy Kid ซึ่งดัดแปลงมาจากหนังสือชุดสำหรับเด็กยอดนิยมของ เจฟฟ์ คินนีย์ โมเรตซ์รับบทเด็กสาวมัธยมเคร่งขรึมในชุดดำที่ฉลาดกว่าเด็กวัยเดียวกันทั่วไป

 ฤดูร้อนที่ผ่านมา โมเรตซ์แสดงในหนังสองเรื่องควบ เรื่องแรกคือ The Fields กำกับโดย อามี มานน์ เป็นไซโคทริลเลอร์ที่มีเค้าโครงจากเรื่องจริงในเมืองเล็กๆ ในเพนซิลวาเนียเมื่อปี 1973 (แสดงประกบ แซม เวอร์ธิงตัน และ เจสซิกา แชสเตน) ต่อมา โมเรตซ์ จึงเดินทางไปยุโรปเพื่อร่วมงานกับ มาร์ติน สกอร์เซซี ใน Hugo Cabaret (แสดงประกบ เซอร์ เบน คิงสลีย์, ซาชา บารอน โคเฮน และ อซา บัตเตอร์ฟิลด์) ซึ่งว่าด้วยเรื่องเด็กกำพร้าอายุ 12 ที่ใช้สถานีรถไฟในปารีสต่างบ้าน โดยเป็นหนังสามมิติเรื่องแรกของสกอร์เซซีและวางกำหนดฉายไว้ในเดือนธันวาคมปี 2011

 ไม่นานนี้ โมเรตซ์เพิ่งฝากผลงานไว้ในหนังโรแมนติกคอเมดี้หลุดโลกชื่อดัง (500) Days of Summer (นำแสดงโดย โจเซฟ กอร์ดอน-เลวิตต์ และ ซูอี เดสชาเนล) นอกจากนี้ยังมี Not Forgotten (ประชันบทบาทกับ ปาซ เวกา และ ไซมอน เบเกอร์) รวมถึง The Eye (นำแสดงโดย เจสซิกา อัลบา), หนังยอดนิยมในเทศกาลต่างๆ อย่าง The Third Nail, Big Momma’s House 2 (ประชันบทบาทกับ มาร์ติน ลอว์เรนซ์) และ The Children

 ในส่วนของจอแก้ว โมเรตซ์แสดงในดราม่า “Dirty Sexy Money” ทางช่อง ABC เป็นนักแสดงรับเชิญในซีรี่ส์ “My Name is Earl” และ “Desperate Housewives” ร่วมด้วยให้เสียง ดาร์บี ตัวละครเอกในซีรี่ส์แอนิเมชั่นของดิสนีย์ “My Friends Tigger and Pooh”
 
 โคดี สมิต-แม็คฟี (รับบท โอเวน) สร้างชื่อในฐานะนักแสดงเด็กมากพรสวรรค์ทั้งๆ ที่มีผลงานหนังเพียงหยิบมือเดียว ล่าสุดเพิ่งแสดงประกบ วิกโก มอร์เทนเซน, ชาลิซ เธียรอน และ โรเบิร์ต ดูวัลล์ ใน The Road หนังดัดแปลงจากนวนิยายรางวัลพูลิตเซอร์ของ คอร์แม็ค แม็คคาร์ธีย์ กำกับโดย จอห์น ฮิลล์โคท (จาก The Proposition) ซึ่งฉายรอบปฐมทัศน์โลกในเทศกาลหนังกรุงเวนิส ต่อด้วยพา สมิต-แม็คฟี ไปชิงรางวัลบนเวที Critics Choice Award ในสาขา Best Young Actor/Actress จากนั้นจึงแสดงเป็นเด็กชายตัวน้อยที่ต้องต่อสู้กับลูคีเมียในหนังออสเตรเลียยุคใหม่ กำกับโดย นาเดีย ทาซ เรื่อง Matching Jack

 สมิต-แม็คฟี เติบโตมาในครอบนักแสดง พ่อของเขา แอนดี แม็คฟี เคยฝากผลงานไว้มากมายทั้งในจอเงินและจอแก้วที่ออสเตรเลียบ้านเกิด พี่สาวอย่าง เซียนัว สมิต-แม็คฟี ก็ผ่านงานในซีรี่ส์ทางจอแก้วชื่อดังของออสเตรเลีย “Neighbours” มาแล้วอย่างโชกโชน มิหนำซ้ำทุกวันนี้ยังเป็นนักแสดงหลักใน “Hung” ซีรี่ส์สุดฮิตของ HBO ที่สร้างสรรค์โดย อเล็กซานเดอร์ เพย์น และนำแสดงโดย โธมัส เจน

 เขาเกิด 13 มิถุนายน 1996 ในเมลเบิร์น เป็นที่กล่าวขานถึงจากการรับบทเป็น เรย์ ใน Romulus, My Father (ประกบ อีริก บานา และ ฟรังกา โปเตนเต) โดยได้รับเกียรติให้คว้ารางวัล Best Young Actor จากสถาบันภาพยนตร์แห่งออสเตรเลีย ในขณะเดียวกับที่มีชื่อเข้าชิงในสาขา    Best Leading Actor ด้วย
 เมื่อว่างเว้นจากงานแสดง สมิต-แม็คฟี จะสนุกกับจักรยานโปรสกูตเตอร์ ขี่บีเอ็มเอ็กซ์ เรียนกีตาร์ และวิ่งเล่นกับน้องชายชื่อ คาเดน 

 ริชาร์ด เจนกินส์ (รับบท เดอะ ฟาเธอร์) คืออดีตผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ และหนึ่งในนักแสดงเจ้าบทบาทที่ฮอลลีวู้ดเรียกใช้บริการมากที่สุด โดยฝากผลงานไว้ในหนังมาแล้วกว่า 50 เรื่อง กระทั่งได้เข้าชิงออสการ์สาขา Best Actor จากการแสดงอันเป็นที่ยกย่องในดราม่ากำกับโดย ทอม แม็คคาร์ธีย์ เรื่อง The Visitor ซึ่งฉายรอบปฐมทัศน์ใน Toronto Film Festival ประจำปี 2007 และ Sundance Film Festival ประจำปี 2008 แล้วจึงคว้ารางวัล Grand Prix จากงาน Deauville Festival of American Film ครั้งที่ 34 การแสดงของเจนกินส์ในบท วอลเตอร์ เวล อาจารย์เศรษฐศาสตร์ฝันสลายจากคอนเนกติกัตซึ่งชีวิตค่อยๆ เปลี่ยนรูปร่างไปโดยบังเอิญเมื่อมาอยู่ในนิวยอร์กซิตี้ ส่งผลให้ The Visitor กลายเป็นหนังอิสระสุดฮิตแห่งปี 2008 รวมทั้งพาเขาไปเข้าชิงรางวัลบนเวที Independent Spirit และ Screen Actors Guild award

 ล่าสุด เจนกินส์เพิ่งฝากผลงานไว้ในงานกำกับโดย ลาสซี ฮัลสตรอม เรื่อง Dear John (สร้างจากนิยายของ นิโคลัส สปาร์กส์) และ Eat, Pray, Love (ประชันบทบาทกับ เจมส์ ฟรังโก, จูเลีย โรเบิร์ตส์ และฌาเวีย บาร์เดม) ส่วนผลงานก่อนหน้านี้ ได้แก่ หนังสยองขวัญ The Cabin in the Woods และ หนังผจญภัย The Rum Diary (ประกบ จอห์นนี เดปป์)

ปี 1986 เจนกินส์มากับบทบาทแรกในหนังโดยนักเขียนระดับออสการ์ ฮอร์ตัน ฟูที เรื่อง On Valentine’s Day จากนั้นจึงตามมาด้วยบทบาทอีกมากมาย อาทิ ใน The Witches of Eastwick  กำกับโดย จอร์จ มิลเลอร์ (ประชันบทบาทกับ แจ็ค นิโคลสัน, ซูซาน ซาแรนดอน, แชร์  และ มิเชล ไฟเฟอร์), Little Nikita กำกับโดย ริชาร์ด เบนจามิน (ประชันบทบาทกับ ริเวอร์ ฟีนิกซ์ และ ซิดนีย์ ปอยเทียร์), Sea of Love (ประชันกับ อัล ปาชิโน และ เอลเลน บาร์กิน), Wolf กำกับโดย ไมค์ นิโคลส์ (ประชันบทบาทกับ แจ็ค นิโคลสัน อีกครั้ง), North Country (ประชันกับ ชาร์ลิซ เธียรอน), คอเมดี้โดย จัดด์ อพาโทว์ เรื่อง Fun with Dick and Jane (ประชันกับ ที เลโอนี ร่วมด้วย จิม แคร์รีย์) และ The Kingdom กำกับโดย ปีเตอร์ เบิร์ก (ประชันบทบาทกับ เจมี ฟ็อกซ์)

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เจนกินส์ร่วมงานกับบรรดาผู้สร้างภาพยนตร์ซึ่งเป็นที่ยกย่องทั้งสิ้น อาทิ คลินต์ อีสต์วูด ใน Absolute Power, พี่น้องฟาร์เรลลีใน There’s Something About Mary และ Me, Myself & Irene รวมถึง ซิดนีย์ พอลแล็ก ใน Random Hearts (ประชันบทบาทกับ แฮร์ริสัน ฟอร์ด และ คริสติน สกอตต์ โธมัส) จวบจนปี 2001 ความสัมพันธ์กับ โจล และอีธาน โคเอน ก็เริ่มงอกเงยหลังจากงานแสดงใน The Man Who Wasn’t There (ร่วมแสดงกับ บิลลี บ็อบ ธอร์นตัน, เจมส์ แกนดอลฟินี และ สการ์เลตต์ โจแฮนสัน) ต่อมาในปี 2003 จึงได้ร่วมงานกับพี่น้องโคเอนอีกครั้งใน Intolerable Cruelty (ประชันบทบาทกับ จอร์จ คลูนีย์ และ แคเธอรีน ซีตา-โจนส์)

 ย้อนกลับไปในปี 1997 เจนกินส์ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Independent Spirit Award ในสาขา Best Supporting Male จากการแสดงในคอเมดี้กำกับโดย เดวิด โอ รัสเซลล์ เรื่อง Flirting with Disaster (แสดงประกบ เบน สติลเลอร์, ที เลโอนี, จอช โบรลิน และ ลิลลี ทอมลิน

 ไม่นานนี้ เจนกินส์กลับมาแสดงในหนังโดยพี่น้องโคเอน คือ Burn After Reading (แสดงประกบ จอร์จ คลูนีย์, แบรด พิตต์, จอห์น มัลโควิช และ ฟรานซิส แม็คดอร์แมนด์) ซึ่งเป็นการร่วมงานกับคู่หูพี่น้องคนทำหนังคนดังครั้งที่ 3 ส่วนในปี 2008 เจนกินส์มีผลงานร่วมแสดงในคอเมดี้สุดฮิตโดย อดัม แม็คเคย์ เรื่อง Step Brothers (กับ วิลล์ เฟอร์เรลล์, จอห์น ซี เรลลี และ แมรี สตีนเบอร์เกน)

 สำหรับผลงานทางจอแก้ว เจนกินส์เป็นที่รู้จักในบท นาเธเนียล ฟิชเชอร์ หัวหน้าครอบครัวผู้ล่วงลับไปแล้วในดราม่าที่ประสบความเร็จมหาศาลของ HBO นั่นคือ “Six Feet Under” การปรากฏตัวเป็นครั้งคราวในฐานะหัวใจของครอบครัวที่หาความสมบูรณ์ไม่ได้นี้ ช่วยให้เขาได้เช้าชิงรางวัลบนเวที Screen Actors Guild Award ประจำปี 2002 ในสาขา Outstanding Performance by an Ensemble in a Drama Series นอกจากนี้ยังฝากฝีมือไว้ในหนังทางจอแก้วอีกคับคั่ง อาทิ “Sins of the Father” และ มินิซีรี่ส์รางวัลเอ็มมีของ HBO เรื่อง “And the Band Played On”

 ท้ายที่สุด แม้แต่ในแวดวงละครเวที เจนกินส์ก็ฝากผลงานสุดประทับใจไว้มากมายระหว่างที่เป็นนักแสดงใน Trinity Repertory Company คณะละครของโร้ดไอส์แลนด์ถึง 14 ปี โดยรับหน้าที่ผู้กำกับศิลป์ประจำคณะอยู่ 4 ปี

เกี่ยวกับผู้สร้างภาพยนตร์

 แมตต์ รีฟส์ (เขียนบทและกำกับภาพยนตร์) โดดเด่นในแวดวงภาพยนตร์เมื่อปี 2008 ในฐานะผู้กำกับไซไฟสยองขวัญสุดฮิต Cloverfield ซึ่งใช้ทุนสร้างพอประมาณ สร้างประวัติการณ์ทันทีที่ออกฉายในเดือนมกราคม และกอบโกยเม็ดเงินไปได้กว่า 175 ล้านเหรียญสหรัฐฯจากทั่วโลก

  ก่อนหน้าหนังเรื่องดังกล่าว ผู้ที่ทำหน้าที่ได้ทั้งคุมงานสร้าง กำกับ และเขียนบทอย่างเขาเป็นที่รู้จักอยู่แล้ว ในฐานะหนึ่งในผู้สร้างสรรค์ “Felicity” ซีรี่ส์สุดฮิตทางจอแก้ว นำแสดงโดย เจ้าของรางวัลลูกโลกทองคำ เครี รัสเซลล์ การทำงานครั้งนั้น รีฟส์รับหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างร่วมกับ เจเจ อะบรัมส์ คู่หูที่ร่วมกันสร้างสรรค์งานอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็แสดงฝีมือกำกับไว้หลายตอนในช่วงซีซั่นที่ 4 รวมถึงเป็นที่ปรึกษาให้ WB network ในปี 1998

 รีฟส์ปล่อยงานกำกับชิ้นแรกออกสู่สาธารณชนในปี 1996 เป็นหนังตลกร้ายชื่อ The Pallbearer นำแสดงโดย กวิเนธ พัลโทรว์, เดวิด ชวิมเมอร์ และ บาร์บารา เฮอร์ชีย์ ซึ่งร่วมกันพัฒนาบทกับ เจสัน กาทิมส์ ที่สถาบัน Sundance Institute ของ โรเบิร์ต เรดฟอร์ด มาถึงปี 1999 รีฟส์ก็ร่วมเขียนบทและคุมงานสร้าง The Yards ซึ่งเป็นที่กล่าวขานถึงอย่างมาก กำกับโดย เจมส์ เกรย์ นำแสดงโดย มาร์ก วอห์ลเบิร์ก, วาคีน ฟีนิกซ์ และ ชาร์ลิซ เธียรอน   

 รีฟส์ได้รับความสนใจจากอุตสาหกรรมภาพยนตร์ครั้งแรก เมื่อเขาคว้ารางวัลมาได้จากหนังสั้น “Mr. Petrified Forrest” หลังจากจบการศึกษาที่สถาบันภาพยนตร์อันทรงเกียรติแห่งมหาวิทยาลัย เซาเธิร์น แคลิฟอร์เนีย แล้ว กระทั่งติดเครื่องและออกตัวในฮอลลีวู้ดอย่างจริงจังในปี 1995 เมื่อ Warner Bros. ซื้อบทที่เขาร่วมกันเขียนสมัยเรียนวิทยาลัยกับเพื่อนร่วมชั้น ริชาร์ด ฮาเท็ม และต่อมาก็ซื้อ Under Siege 2: Dark Territory ไปอีกเรื่อง

 ในส่วนของจอแก้ว รีฟส์เคยกุมบังเหียนให้ฉากต้นเรื่องของ “Gideon‟s Crossing” และ “Miracles” ทางช่อง ABC, “Conviction” ทางช่อง NBC และอีกหลายๆ ตอนใน “Homicide: Life on the Street” ของช่อง NBC และ “Relativity” ของช่อง ABC 

 โปรเจกต์ต่อไป เขาจะเขียนบท กำกับ และคุมงานสร้างหนังดราม่าทริลเลอร์นอกกระแส The Invisible Woman ให้ GreeneStreet Films ในเครือ Gotham
 ปัจจุบัน เขาพำนักอยู่กับภรรยาในลอสแองเจลิส 

ติดต่อเรา สยามฮาดอทคอม ได้ที่ อีเมล์ : webmaster@siamha.com มือถือ : 086-274-5774, 084-844-3709
สงวนลิขสิทธิ์ © 2020 สยามฮาดอทคอม
© Copyright 2020 SiamHa.Com All Rights Reserved.
LET ME IN แวมไพร์ร้ายเดียงสา